29 กรกฎาคม 2551

"New Camera"

ตั้งแต่ปีสองของการเรียนในภาควิชาออกแบบนิ้ทศน์ศิลป์ ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับการถ่ายภาพ และการออกแบบในแต่ล่ะด้าน มันทำให้ผมน้ันรู้สึกเพียงพอใจ กับการที่ได้อยู่ใบบทบาท ก่ึงกลางของความเป็นคนถ่ายภาพ และเป็นนักเรียนออกแบบด้วย แต่ก็มีทำงานบ้าง ผมอาจจะถ่ายภาพได้ไม่ดีสมบูรณ์แบบ เหมือนอย่างช่างภาพมืออาชีพ ทุกครั้งที่ผมได้รับงานที่ไม่เคยทำมาก่อน มันเป็นความท้าทายสำหรับผมมาก บางงานผมไม่อยากจะทำเลย เพราะว่าไม่ถนัดเกี่ยวกับงานประเภทน้ัน หรืออีกอย่างนึงก็คือ ไม่อยากไปเริ่มทำความรู้จักกับอะไรที่มันต้องไปหัดเรียนรู้ใหม่ แต่ยังไงผมก็คงหนีมันไปไม่พ้น ถ้าคิดจะถ่ายภาพต่อไป
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเป็นวันที่ได้เวลาเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต น่ันคือการยกระดับอาวุธประจำกายที่ใช้ในการหากิน แล้วผมก็เลือกที่เดินสายอีสาร พร้อมกันพกแคน(canon) อยู่ข้างกาย 5D คือกล้องที่ผมเลือกใช้ เพื่อที่จะพัฒนาความละเอียดและความสดใสของภาพถ่ายให้มากกว่าเดิม ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะซื้อกล้องระดับโปร เพื่อมาใช้ในตอนเรียน แต่เมื่อผมเริ่มรับงาน มันก้มีงานเข้ามามากเรื่อยๆ แล้วมันก็เป็นแหล่งสร้างรายได้ที่ดีเลยทีเดียว ในขณะที่ผมยังต้องศึกษาอยู่ ผมจึงคิดว่าจะตั้งใจหางานอย่างจริงๆซ่ะทีแล้วก็จะทำงานอย่างเต็มที่ งานบางประเภทที่ไม่เคยทำ ก็จะหาโอก่ศไปลองดูกับมัน งานทุกๆอย่างเราอาจจะไม่มั่นใจในการที่ต้องเริ่มครั้งแรก แต่เมื่อมันผ่านครั้งแรกไปได้ ครั้งต่อๆไปเราก็จะทำงานด้วยความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ว่างๆผมจะเอางานที่ผมได้ลองถ่ายงานต่างๆมาให้ดูกันครับ เทห์บ้าง เสี่ยวบ้าง คละเคล้ากันไป




กล้องดิจิตอล SLR ระดับโปรจากแคนนอน โดยเป็นกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบเต็มเฟรมหรือเท่ากับฟิล์ม 35 มม. คือ 35.8 x 23.9 มม.แบบCMOS ความละเอียด 12.8 ล้านพิกเซล ผลิตโดยแคนนอนเอง ให้ภาพที่มีคุณภาพสูง มี Noise ต่ำ ช่วงความไวแสงกว้าง ISO 100-1600 ขยายความละเอียดได้ ISO 50 และ 3200
EOD 5D ใช้เซ็นเซอร์ CMOS ความละเอียดสูงสุด 12.8 ล้านพิกเซล เพียงพอกับการขยายภาพขนาดใหญ่ หรืองานสิ่งพิมพ์ที่เน้นคุณภาพสูงสุดขนาด A4 พิมพ์ที่ความละเอียด 300-3500dpi เทียบเท่ากับการใช้ฟิล์ม 35 มม. โดยมีขนาดเซ็นเซอร์ที่ใหญ่เท่ากับฟิล์ม 35 มม.ทำให้ภาพที่ได้มีคุณภาพสูงกว่ากล้องที่มีความละเอียดใกล้เคียงกันนอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาในเรื่องการใช้เลนส์มุมกว้าง เนื่องจากได้ทางยาวโฟกัสของเลนส์ตรงกับความเป็นจริง ไม่ต้องคูณทางยาวโฟกัสเพิ่ม
EOS 5D ออกมาพร้อมกับเลนส์ซูม มาตรฐานรุ่นใหม่ออกมาพร้อมกันคือ EF24-105 มม. F4 L IS USM ใช้งานได้สารพัดประโยชน์และการใช้งานกับเลนส์เทเลโฟโต้ยังได้เปรียบกว่ากล้องที่มีเซ็นเซอร์ภาพขนาดเล็กเนื่องจากได้ระยะชัดลึกน้อยกว่า ทำให้ได้ฉากหลังเบลอมากว่าเมื่อเทียบทางยาวโฟกัสเท่ากัน นอกจากนี้การใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบเต็มเฟรมของ EOS 5D ยังให้ช่องมองภาพที่มีขนาดใหญ่กว่ากล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ APS-C หรือ APS-H มองเห็นภาพได้ชัดเจนและเต็มตามากว่า

19 กรกฎาคม 2551

"Introduction mirror"

หลังจากที่ได้โปรเจ็คใหม่ในเทอมนี้ และก็ได้เสนอความสนใจต่างๆไปให้อาจารย์ให้คำแนะนำ ในที่สุดผมก็ได้เวลาที่ลงมือทำงานเสียที สาเหตุที่งานของผมอาจจะมาช้าไปสัก 2-3 สัปดาห์นั้น มันก็อาจจะเป็นเพราะความขยันในบางอย่าง และความไม่ขยันในบางอย่าง หรือพูดง่ายๆนั่นก็คือ การบริหารความต้องการของตัวเองที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง ความขยันบางอย่างที่ผมกำลังจะบอกนั่นก็คือ การขยัยที่จะคิด ปรึกษา สอบถาม และพูดคุยกับ
ผู้อื่นเพื่อที่จะได้สิ่งที่น่าสนใจบางอย่างเพื่อมาปรับปรุง ดัดแปลงให้เข้ากันกับงานของผม เพื่อที่จะได้งานที่มีความน่าสนใจมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเองเช่นกัน นั่นคือความไม่ขยันในอีกหลายๆด้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ค่อยได้สังเกตุตัวเองสักเท่าไหร่ ความไม่ขยันที่ว่านั้นก็คือ ความไม่ขยันที่จะลงไปทดลอง หรือสร้างงานแบบจริงๆจังๆสักที ซึ่งมันน่าจะเกิดจากความขี้เกียจของตัวเรานั่นเอง ผมมักจะบอกกับตัวเองเสมอว่า ผมนั้นใช้เวลาในการคิดงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน ที่มันมีส่ิงที่เกี่ยวข้องกับงานของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระจก การถ่ายภาพ หรือสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับพลังงาน แต่มันก็ดูเหมือนกับเป็นการเสียเวลาไปโดยไร้ค่า ในการที่เราจะพยายามแต่จะคิด จะคิด จะคิด อยู่อย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำมันเสียสักที ผมคิดว่าน่าจะมีคนอื่นอีกเช่นกันที่อาจจะกำลังตกอยู่ในสถาณะการณ์ที่คล้ายๆกับผม คือยอมที่จะเสียเวลาช่วงนึงเพื่อที่จะหาทางคิดการเชื่อมโยงเหตุผลในการทำงานของตัวเองให้ออกมาดูลงตัวที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงไปทำงานหนักๆก่อนโดยยังมองเห็นปลายทางของงาน ซึ่งผมว่ามันคงเป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะเหมาะกับสายอาชีพของเราสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรากำลังอยู่ในสถานะของ"นักศึกษา" เพราะผมคิดว่าเป็นหนทางที่ทำให้เรานั้นเสียโอการกับการที่จะได้พบสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่สามารถจะคิดออกได้ ในห้องเรียน ห้องนอน หรือหน้าคอมพิวเตอร์ได้เลย

และนีก็เป็นงานของผมกับเริ่มต้นได้ทำงานครั้งแรก และก็ทำให้ผมได้เจอกันสิ่ง2สิ่งนั่นก็คือ สิ่งที่คาดเอาไว้ และสิ่งที่ไม่ได้คาดเอาไว้ เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างกันก่อนแล้วกัน





ทางด้านบนนี้ก็ก็เป็นตัวอย่างของการลงไปทำงานด้วย concept ที่ว่าต้องการจะถ่ายทอดความสิ้นเปลืองของพลังงานที่ถูกนำมาใช้ในการตอบสนองความต้องการบ้างอย่างของมนุษย์ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่โลกกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน จึงอยากจะถ่ายทอดออกมาเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังหลงใหลกันอยู่ จึงเลือกที่จะสะท้อนพลังงานเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของการสะท้อนจากกระจะซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากในการถ่ายทอดงานชิ้นนี้ด้วย และก็เลือกที่จะใช้คำที่ตรงๆตัวคือคำว่า"waste"เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ แต่ผมคงไม่หยุดงานแค่นี้ อันนี้ก็เป็นแค่ first step แล้วจะไปพัฒนางานต่อให้มันดีขึ้นครับ แค่นี้ก่อนแล้วกัน แต่ผมยังมีงานที่ผมลองเอาไปใช้ effect ในการตกแต่งภาพมาใช้กับงานนี้ด้วยคับ อาจจะได้อีกความรู้สึก


29 มิถุนายน 2551

"Compound Eye"


นี่ก็คือคำๆใหม่ที่มันกำลังจะเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตผมในตอนนี้ แต่ผมหวังว่าผมคงจะลืมมันไปภายในเวลาอันใกล้นี้ เพราะมันก็เปรียบดั่งกับเป็นเพื่อนใหม่คนนึงที่ผมเพิ่งรู้จัก และก็น่าสนใจด้วย แต่ผมอาจจะแค่รู้สึกว่าเค้าน่าสนใจน่ะ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปอยู่กินกับเค้าซ่ะหน่อย แต่จะทิ้งเลยก็คงไม่ได้
อย่างน้อยเค้าอาจจะมีเพื่อนเขา ที่ผมอาจจะได้รู้จักเพิ่ม และอาจจะทำให้ผมมีโอกาศที่จะได้พบสิ่งที่มันใหม่และก็น่าสนใจก่วานี้อีกด้วย

15 มิถุนายน 2551

my name is



อันนี้เป็นชื่อของผมเองครับที่เอามาให้ดูเพราะว่าวันเป็นประเด็นที่ผมกำลังสนใจอยู่ในการทำทีสิส คือผมสนใจในเรื่องของคนเกิดวันจัทร์ รวมถึงผมเองด้วยก็เกิดวันจันทร์ แล้วคนที่เกิดวันจันทร์มักจะมีชื่อที่ไม่มีสระหรือไม่มีวรรณยุกต์ และเมื่อผมสังเกตุดูชื่อตัวเองแล้วเอามาเขียนดูในภาษาไทยก็ทำให้รู้สึกว่าเออชื่อเรานี่ก็มีพยัญชนะที่มีหัวเยอะเหมอนกัน ลองเอามาเน้นดูด้วยสีเหลืองมันก็ได้เอฟเฟกที่แปลกดีเหมือนกัน

14 มิถุนายน 2551

what do you want ?

ในความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานนั้น ผมยังไม่ค่อยเห็นการนำเอามาใช้อย่างจริงๆจังๆสักที มักจะได้เห็นก็เพียงแค่ตัวอย่าง เช่น เห็นในรายการโทรทัศน์เอาสกู๊ปพิเศษมาให้ดู เกี่ยวกับคน คนนึงที่พยายามจะใช้ชีวิตอย่างประหยัดพลังงาน แต่มันก็เป็นแค่ตัวอย่างของคนบางคนเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตกันเหมือนเดิม ไม่ว่าจะมีโฆษณาดีๆออกมาเยอะแค่ไหนแต่คนยังไม่มามองมันตรงที่ความน่าเป็นห่วงอย่างจริงจัง มันก็คงจะเป็นได้เพียงแค่โฆษณาหรือสื่อที่ดีๆ แค่ชิ้นนึงที่ได้รับรางวัลเพียงแค่นั้นแหละ
ถ้าเกิดจะให้ผมแสดงความคิดเห็น ผมว่าพวกเราแต่ล่ะคนนั้นมีหน้าที่และสถานะที่แตกต่างออกกันไป แต่ถ้าใครคิดอยากจะช่วยกันประหยัดพลังงานนั้น
แต่ล่ะคนก็สามารถช่วยกันโดยเริ่มที่ปัจจัยการดำเนินชีวิตที่พื้นฐานของแต่ล่ะคนเป็นหลัง เพราะหลักการของคน คนนึง อาจจะไม่สามารถใช้ร่วมกับชีวิตของใครอีกคนก็ได้ เพราฉะนั้นเราเราควรมาทบทวนและถามตังเองดีกว่าว่าเราจะทำอะไร และเราจะทำได้ไหม เพราะเราเองย่อมรู้จักตัวเราเองเป็นดีที่สุด ตัวอย่างเช่นผม ตอนนี้ได้รับโปรเจ็ค energy ผมก็ควรที่จะตั้งเป้าดีๆว่าต้องการอะไร แล้วจะทำอะไร แล้วจะทำอย่างไร และยิ่งต้องระมัดระวังมาขึ้นในการทำงานเรื่องนี้เพราะถ้าทำออกมาแล้วไม่ดี มันอาจจะทำให้กลับไปเพิ่มความสิ้นเปลืองพลังงานอีกก็ได้ โดยเฉพาะในสายอาชีพของเรานั้นยิ่งเสี่ยงต่อการสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าอาชีพอื่นๆด้วย อย่างน้อยในแต่ล่ะวันๆแค่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เฉยๆก็เปลืองแล้ว ยิ่งพวกเราชอบทำงานกันดึกๆอีกต่างหาก ทำให้สิ้นเปลืองทั้งไฟ แอร์ นำ้ อาหาร และบุหรี่อีกต่างหาก

"reset"

หลังจากสัปดาห์ล่าสุดที่ได้เข้าเรียนวิชา com5 และได้เริ่มเปิดประเด็นความสนใจของแต่ล่ะคนที่ได้จากการคิดโจทย์ energy แต่ล่ะคนก็คิดและสนใจแต่ต่างกันไป แต่เมื่อได้ฟัง present จากหลายๆคน และ comment จากท่านอาจารย์ทั้งสอง มันก็ทำให้เราได้กลับมาคิดใหม่อีกทีว่า สิ่งที่เราคิดอยู่มันน่าสนใจแล้วจริงๆเหลอ หรือที่เรากำลังสนใจอยู่นั้นมันมีเพียงแค่เราที่คิดไปเอง หรือเรื่องที่เราคิดมันเป็นแค่เราเองที่คิดสนใจกับมัน ทั้งๆที่งานที่เราจะทำนั้น มันต้องการความสนใจของผู้อื่นมาประกอบด้วย หนทางเดีียวที่เราจำได้คำตอบนั่นก็คือ ควรจะแลกเปลี่ยนความคิดของเรากะคนอื่นให้มากขึ้น
และพยายามเอาความสงสัยของคนอื่น มาถามความต้องการของเราอีกที มีหลายๆคนรวมถึงผมด้วยที่มีความสนใจอยากจะนำเสนองานออกมาใน
รูปแบบของ vdo หรือ ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งจจริงๆแล้วแค่คิดที่จะทำโปรเจคก็ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานแล้ว เพราะถ้าต้องนำเสนอบนจอมอนิเตอร์มันก็ต้องเปลืองไฟ ต้องเสียบเครื่องขยายเสียงอีต่างหาก และคงไม่ใช่แค่การเปิดแสดงให้ดูแค่ครั้้งเดียวแน่ๆ อย่างน้อยตอนสร้างงานก็คงเปลืองอยู่ใช่ย่อย
ดังนั้นผมจึงตั้งใจจะกลับมาลองคิดและไตร่ตรองความต้องการของตัวเองอีกครั้งโดยมันจะตั้งอยู่บนจริงที่เป็นอยู่ และจะไม่ทำให้ต้องสิ้นเปลืองพลังงานมากไปกว่านี้ บางครั้งการทำอะไรที่ไม่ค่อยถูกทางแล้วเริ่มรู้สึกได้แต่เนิ่นๆ มันก็น่าจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปลองในสิ่งอื่นให้มันสิ้นเปลืองพลังงงาน

08 มิถุนายน 2551

energy

และแล้วเทอมนี้ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับฟุตบอลยูโร โดยมาพร้อมกับสิ่งที่เรากำลังรอคอยคือคำหนึ่งคำที่เราจะอยู่กะมันไปทั้งเทอม คำนั้นก็คือ "energy" นั่นเอง ผมว่าคำๆนี้มันก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวววว มันอาจไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตของเรา แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้ในสมองของเรานั้นต้องคิดเกี่ยวกับ energy หรือพลังงานอยู่เกือบตลอดเวลา โดยเฉพาะในปัจจุบันที่กระแสของราคานำ้มันโลกเพิ่มขึ้นสูงมากๆจนทำให้ผู้คนได้รับความเดือดร้อนไปทั่วโลก อย่างในบ้างเรายกตัวอยางใกล้ตัวก็เช่น ปัญหารถเมล์ขอขึ้นราคา หรือประท้วงยกเลิกการวิ่งให้บริกการ ทำให้ผู้คนเดือดร้อนกันเป็นแถวๆ และเนื่องจากการขนส่งสินค้าต่างๆที่จะต้องใช้นำ้มันเป็นปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ต้นทุนสินค้าเกือบทุกชนิดก็ต้องปรับขึ้นราคาตามๆกัน เท่าที่ผมจำความได้นั่้นก็คือ ราคาน้ำมันได้มีการปรับตัวขึ้นอยู่เรื่อยๆมาเป็นเวลานานแล้ว และก็เคยมีการรณงค์ให้ประหยัดพลังงานและน้ำมันกันมาตั้งนานแล้ว อาจเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนเราคงยังไม่เดือดร้อนมากมายพอที่เราจะไปเห็นความสำคัญของการประหยัดเล็กๆน้อยพวกนั้นก็ได้ แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน
มาถึงยุคที่สามารถเรียกได้ว่ายุควิกฤตน้ำมันโลก เมื่อทุกคนเดือดร้อนขึ้นมาจิงๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีโฆษณาอะไรให้มันมากมาย ทุกคนกลับหันมาหาวิธีการลดการใช้พลังงานเหล่านั้นกันอย่างถ้วนหน้า มันอาจจะเป็นไปตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของพวกเราก็ได้ หรือมันอาจเป็นไปตามภาษิตที่ว่า"ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา"ก็ได้
แต่ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ปัญหานำ้มันอย่างเดียวที่มีการเตือนกันอยู่ในปัจจุบัน ยังมีอย่างอื่นอีกเช่น ปัญหาภาวะโลกร้อน หรืิอปัญหาด้านอาหาร เป็นต้น
ปัญหาเหล่านั้นก็เริ่มแสดงออกมาให้พวกเราได้เห็นกันบ้างแล้ว แต่ว่ามันอาจจะยังไม่หนักพอที่จะทำให้คนเราหันมาช่วยเหลือกันเพื่อที่จะหยุดยั้งมัน แต่มันต้องมีสักวันแน่นนอนที่ปัญหาเหล่านั้นจะต้องมาสร้างความเดือดร้องในการดำรงชีวิตอยู่ของพวกเรา เพียงแค่ไม่รู้แน่นอนว่ามันจะมาเร็วแค่ไหน...