30 กรกฎาคม 2551
ต่อเนื่อง
ไหนๆก็เอาเรื่องงานนี้มาให้ดูกันแล้ว ผมก็ขอสานต่อให้จบเลยแล้วกัน กับภาพบรรยากาศงานเปิด ที่หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ชั้น 7 สถาบันวิทยบริการ (หอสมุดกลาง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หวังว่าทุกๆท่านที่ได้ดูแล้วคงมีความรู้สึกอยากไปดูให้ถึงที่นะครับ งานนี้จัดที่จุฬาน่ะครับ บางท่านอาจเข้าใจผิด เพราะหน้าตาคุ้นๆเหมือนเคยเห็นแถวตึก7ของเรานี่เอง555












29 กรกฎาคม 2551
Installation
อันนี้ก็คือส่วนของงาน Installation ที่ติดทั้งที่ศิลปากร ร่วมกับศิลปินอื่นๆอีกหลายท่าน ที่หอศิลป์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์(PSG Art Gallery ) มหาวิทยาลัยศิลปากรมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ บางคนอาจจะเพิ่งรู้วันนี้ ไม่เคยเห็นในblockของPracticalเลย ไม่ต้องแปลกใจเพราะผมเพิ่งส่งไฟล์ให้อาจารย์ไปเมื่อวานนี้เอง block ผมจึงมาเร็วกว่า 555






“MORE TO LOVE - The Art of Living together”
เม่ือช่วงซักปะมาณเดือนที่ผ่านมาผมได้มีโอกาศไปช่วยเหลือการดำเนินงานของโครงการ“MORE TO LOVE - The Art of Living together” โดยอาจารย์ติ๊กเป็นคนชวยให้ไปช่วยงาน ต่อหลังจากจบงาน "yes I am not" มันก็น่าจะเป็นโอกาศที่ดีของผมที่จะได้ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งๆที่บางอย่างอาจจะไม่ได้เกี่ญวข้องกับการออกแบบเลย แต่มันก็เป็นความแปลกใหม่ของผม สำหรับงานนี้ก็ขอแนะนำเพื่อนก่อนนะครับบบบ ก็เป็นโครงการอาร์ตเอดส์และเทศกาลศิลปะร่วมสมัย “ใจเขาใจเรา: ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน” ที่สนับสนุนโดย Art Aids Fund และ ศูนย์ประสานความร่วมมือระหว่างไทย ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เพื่อ การศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านโรคเอดส์ (ฮีฟแนท) ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย โดยพยายามสร้างความตระหนักถึงประเด็นเรื่องโรคเอดส์และจิตสํานึก ของการอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสังคมไทยนําเสนอแนวคิดผ่าน ผลงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ ยอมรับและการให้โอกาสในการอยู่ร่วม สังคมเดียวกัน โดย Practical Studio ของอาจารย์ติ๊กก็ได้เข้าร่วมในงานนี้ด้วย ในนามของ นัทส์ โซไซตี้และแพรคทิเคิล สตูดิโอ” (ชื่อที่ใช้ในนิทรรศการนี้) เป็นการทำงานแบบผสมผสานกันระหว่างงานออกแบกราฟิกกับบริบททางนิทรรศการศิลปะที่แฝงแง่คิด กระตุ้นเตือนสำนึกทางสังคม (ซึ่งเป็นแนวทางหลักของนัทส์ โซไซตี้)โดย นัทส์ โซไซตี้และแพรคทิเคิล สตูดิโอ ก็ได้สร้างงานส่วนนึงออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง อาทิเช่น เสื้อยืด เข็มกลับ กระเป๋า และชุดชั้นใน และผมก็ดีใจที่ได้ช่วงใช้ความสามารถบางอย่างของผม คือการถ่ายภาพ นี่ก็ถือว่าเป็นงานแรกที่ได้ทดลองใช้กล้องใหม่จึงเอารูปมาฝากให้ได้ดูกัน สำหรับผู้ที่ดูแล้วรู้สึกสนใจสินค้าก็สามารถไปดูงานได้ที่ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ชั้น 7 สถาบันวิทยบริการ (หอสมุดกลาง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและหอศิลป์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์(PSG Art Gallery ) มหาวิทยาลัยศิลปากรมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ แต่ที่ศิลปากรนั้นจะเป็นแต่ส่วนของงาน Installation เท่านั้นครับ









"New Camera"
ตั้งแต่ปีสองของการเรียนในภาควิชาออกแบบนิ้ทศน์ศิลป์ ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับการถ่ายภาพ และการออกแบบในแต่ล่ะด้าน มันทำให้ผมน้ันรู้สึกเพียงพอใจ กับการที่ได้อยู่ใบบทบาท ก่ึงกลางของความเป็นคนถ่ายภาพ และเป็นนักเรียนออกแบบด้วย แต่ก็มีทำงานบ้าง ผมอาจจะถ่ายภาพได้ไม่ดีสมบูรณ์แบบ เหมือนอย่างช่างภาพมืออาชีพ ทุกครั้งที่ผมได้รับงานที่ไม่เคยทำมาก่อน มันเป็นความท้าทายสำหรับผมมาก บางงานผมไม่อยากจะทำเลย เพราะว่าไม่ถนัดเกี่ยวกับงานประเภทน้ัน หรืออีกอย่างนึงก็คือ ไม่อยากไปเริ่มทำความรู้จักกับอะไรที่มันต้องไปหัดเรียนรู้ใหม่ แต่ยังไงผมก็คงหนีมันไปไม่พ้น ถ้าคิดจะถ่ายภาพต่อไป
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเป็นวันที่ได้เวลาเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต น่ันคือการยกระดับอาวุธประจำกายที่ใช้ในการหากิน แล้วผมก็เลือกที่เดินสายอีสาร พร้อมกันพกแคน(canon) อยู่ข้างกาย 5D คือกล้องที่ผมเลือกใช้ เพื่อที่จะพัฒนาความละเอียดและความสดใสของภาพถ่ายให้มากกว่าเดิม ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะซื้อกล้องระดับโปร เพื่อมาใช้ในตอนเรียน แต่เมื่อผมเริ่มรับงาน มันก้มีงานเข้ามามากเรื่อยๆ แล้วมันก็เป็นแหล่งสร้างรายได้ที่ดีเลยทีเดียว ในขณะที่ผมยังต้องศึกษาอยู่ ผมจึงคิดว่าจะตั้งใจหางานอย่างจริงๆซ่ะทีแล้วก็จะทำงานอย่างเต็มที่ งานบางประเภทที่ไม่เคยทำ ก็จะหาโอก่ศไปลองดูกับมัน งานทุกๆอย่างเราอาจจะไม่มั่นใจในการที่ต้องเริ่มครั้งแรก แต่เมื่อมันผ่านครั้งแรกไปได้ ครั้งต่อๆไปเราก็จะทำงานด้วยความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ว่างๆผมจะเอางานที่ผมได้ลองถ่ายงานต่างๆมาให้ดูกันครับ เทห์บ้าง เสี่ยวบ้าง คละเคล้ากันไป



กล้องดิจิตอล SLR ระดับโปรจากแคนนอน โดยเป็นกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบเต็มเฟรมหรือเท่ากับฟิล์ม 35 มม. คือ 35.8 x 23.9 มม.แบบCMOS ความละเอียด 12.8 ล้านพิกเซล ผลิตโดยแคนนอนเอง ให้ภาพที่มีคุณภาพสูง มี Noise ต่ำ ช่วงความไวแสงกว้าง ISO 100-1600 ขยายความละเอียดได้ ISO 50 และ 3200
EOD 5D ใช้เซ็นเซอร์ CMOS ความละเอียดสูงสุด 12.8 ล้านพิกเซล เพียงพอกับการขยายภาพขนาดใหญ่ หรืองานสิ่งพิมพ์ที่เน้นคุณภาพสูงสุดขนาด A4 พิมพ์ที่ความละเอียด 300-3500dpi เทียบเท่ากับการใช้ฟิล์ม 35 มม. โดยมีขนาดเซ็นเซอร์ที่ใหญ่เท่ากับฟิล์ม 35 มม.ทำให้ภาพที่ได้มีคุณภาพสูงกว่ากล้องที่มีความละเอียดใกล้เคียงกันนอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาในเรื่องการใช้เลนส์มุมกว้าง เนื่องจากได้ทางยาวโฟกัสของเลนส์ตรงกับความเป็นจริง ไม่ต้องคูณทางยาวโฟกัสเพิ่ม
EOS 5D ออกมาพร้อมกับเลนส์ซูม มาตรฐานรุ่นใหม่ออกมาพร้อมกันคือ EF24-105 มม. F4 L IS USM ใช้งานได้สารพัดประโยชน์และการใช้งานกับเลนส์เทเลโฟโต้ยังได้เปรียบกว่ากล้องที่มีเซ็นเซอร์ภาพขนาดเล็กเนื่องจากได้ระยะชัดลึกน้อยกว่า ทำให้ได้ฉากหลังเบลอมากว่าเมื่อเทียบทางยาวโฟกัสเท่ากัน นอกจากนี้การใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบเต็มเฟรมของ EOS 5D ยังให้ช่องมองภาพที่มีขนาดใหญ่กว่ากล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ APS-C หรือ APS-H มองเห็นภาพได้ชัดเจนและเต็มตามากว่า
เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเป็นวันที่ได้เวลาเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต น่ันคือการยกระดับอาวุธประจำกายที่ใช้ในการหากิน แล้วผมก็เลือกที่เดินสายอีสาร พร้อมกันพกแคน(canon) อยู่ข้างกาย 5D คือกล้องที่ผมเลือกใช้ เพื่อที่จะพัฒนาความละเอียดและความสดใสของภาพถ่ายให้มากกว่าเดิม ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะซื้อกล้องระดับโปร เพื่อมาใช้ในตอนเรียน แต่เมื่อผมเริ่มรับงาน มันก้มีงานเข้ามามากเรื่อยๆ แล้วมันก็เป็นแหล่งสร้างรายได้ที่ดีเลยทีเดียว ในขณะที่ผมยังต้องศึกษาอยู่ ผมจึงคิดว่าจะตั้งใจหางานอย่างจริงๆซ่ะทีแล้วก็จะทำงานอย่างเต็มที่ งานบางประเภทที่ไม่เคยทำ ก็จะหาโอก่ศไปลองดูกับมัน งานทุกๆอย่างเราอาจจะไม่มั่นใจในการที่ต้องเริ่มครั้งแรก แต่เมื่อมันผ่านครั้งแรกไปได้ ครั้งต่อๆไปเราก็จะทำงานด้วยความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ว่างๆผมจะเอางานที่ผมได้ลองถ่ายงานต่างๆมาให้ดูกันครับ เทห์บ้าง เสี่ยวบ้าง คละเคล้ากันไป



กล้องดิจิตอล SLR ระดับโปรจากแคนนอน โดยเป็นกล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบเต็มเฟรมหรือเท่ากับฟิล์ม 35 มม. คือ 35.8 x 23.9 มม.แบบCMOS ความละเอียด 12.8 ล้านพิกเซล ผลิตโดยแคนนอนเอง ให้ภาพที่มีคุณภาพสูง มี Noise ต่ำ ช่วงความไวแสงกว้าง ISO 100-1600 ขยายความละเอียดได้ ISO 50 และ 3200
EOD 5D ใช้เซ็นเซอร์ CMOS ความละเอียดสูงสุด 12.8 ล้านพิกเซล เพียงพอกับการขยายภาพขนาดใหญ่ หรืองานสิ่งพิมพ์ที่เน้นคุณภาพสูงสุดขนาด A4 พิมพ์ที่ความละเอียด 300-3500dpi เทียบเท่ากับการใช้ฟิล์ม 35 มม. โดยมีขนาดเซ็นเซอร์ที่ใหญ่เท่ากับฟิล์ม 35 มม.ทำให้ภาพที่ได้มีคุณภาพสูงกว่ากล้องที่มีความละเอียดใกล้เคียงกันนอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาในเรื่องการใช้เลนส์มุมกว้าง เนื่องจากได้ทางยาวโฟกัสของเลนส์ตรงกับความเป็นจริง ไม่ต้องคูณทางยาวโฟกัสเพิ่ม
EOS 5D ออกมาพร้อมกับเลนส์ซูม มาตรฐานรุ่นใหม่ออกมาพร้อมกันคือ EF24-105 มม. F4 L IS USM ใช้งานได้สารพัดประโยชน์และการใช้งานกับเลนส์เทเลโฟโต้ยังได้เปรียบกว่ากล้องที่มีเซ็นเซอร์ภาพขนาดเล็กเนื่องจากได้ระยะชัดลึกน้อยกว่า ทำให้ได้ฉากหลังเบลอมากว่าเมื่อเทียบทางยาวโฟกัสเท่ากัน นอกจากนี้การใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบเต็มเฟรมของ EOS 5D ยังให้ช่องมองภาพที่มีขนาดใหญ่กว่ากล้องที่ใช้เซ็นเซอร์ APS-C หรือ APS-H มองเห็นภาพได้ชัดเจนและเต็มตามากว่า
19 กรกฎาคม 2551
"Introduction mirror"
หลังจากที่ได้โปรเจ็คใหม่ในเทอมนี้ และก็ได้เสนอความสนใจต่างๆไปให้อาจารย์ให้คำแนะนำ ในที่สุดผมก็ได้เวลาที่ลงมือทำงานเสียที สาเหตุที่งานของผมอาจจะมาช้าไปสัก 2-3 สัปดาห์นั้น มันก็อาจจะเป็นเพราะความขยันในบางอย่าง และความไม่ขยันในบางอย่าง หรือพูดง่ายๆนั่นก็คือ การบริหารความต้องการของตัวเองที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง ความขยันบางอย่างที่ผมกำลังจะบอกนั่นก็คือ การขยัยที่จะคิด ปรึกษา สอบถาม และพูดคุยกับ
ผู้อื่นเพื่อที่จะได้สิ่งที่น่าสนใจบางอย่างเพื่อมาปรับปรุง ดัดแปลงให้เข้ากันกับงานของผม เพื่อที่จะได้งานที่มีความน่าสนใจมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเองเช่นกัน นั่นคือความไม่ขยันในอีกหลายๆด้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ค่อยได้สังเกตุตัวเองสักเท่าไหร่ ความไม่ขยันที่ว่านั้นก็คือ ความไม่ขยันที่จะลงไปทดลอง หรือสร้างงานแบบจริงๆจังๆสักที ซึ่งมันน่าจะเกิดจากความขี้เกียจของตัวเรานั่นเอง ผมมักจะบอกกับตัวเองเสมอว่า ผมนั้นใช้เวลาในการคิดงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน ที่มันมีส่ิงที่เกี่ยวข้องกับงานของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระจก การถ่ายภาพ หรือสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับพลังงาน แต่มันก็ดูเหมือนกับเป็นการเสียเวลาไปโดยไร้ค่า ในการที่เราจะพยายามแต่จะคิด จะคิด จะคิด อยู่อย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำมันเสียสักที ผมคิดว่าน่าจะมีคนอื่นอีกเช่นกันที่อาจจะกำลังตกอยู่ในสถาณะการณ์ที่คล้ายๆกับผม คือยอมที่จะเสียเวลาช่วงนึงเพื่อที่จะหาทางคิดการเชื่อมโยงเหตุผลในการทำงานของตัวเองให้ออกมาดูลงตัวที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงไปทำงานหนักๆก่อนโดยยังมองเห็นปลายทางของงาน ซึ่งผมว่ามันคงเป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะเหมาะกับสายอาชีพของเราสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรากำลังอยู่ในสถานะของ"นักศึกษา" เพราะผมคิดว่าเป็นหนทางที่ทำให้เรานั้นเสียโอการกับการที่จะได้พบสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่สามารถจะคิดออกได้ ในห้องเรียน ห้องนอน หรือหน้าคอมพิวเตอร์ได้เลย
และนีก็เป็นงานของผมกับเริ่มต้นได้ทำงานครั้งแรก และก็ทำให้ผมได้เจอกันสิ่ง2สิ่งนั่นก็คือ สิ่งที่คาดเอาไว้ และสิ่งที่ไม่ได้คาดเอาไว้ เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างกันก่อนแล้วกัน





ทางด้านบนนี้ก็ก็เป็นตัวอย่างของการลงไปทำงานด้วย concept ที่ว่าต้องการจะถ่ายทอดความสิ้นเปลืองของพลังงานที่ถูกนำมาใช้ในการตอบสนองความต้องการบ้างอย่างของมนุษย์ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่โลกกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน จึงอยากจะถ่ายทอดออกมาเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังหลงใหลกันอยู่ จึงเลือกที่จะสะท้อนพลังงานเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของการสะท้อนจากกระจะซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากในการถ่ายทอดงานชิ้นนี้ด้วย และก็เลือกที่จะใช้คำที่ตรงๆตัวคือคำว่า"waste"เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ แต่ผมคงไม่หยุดงานแค่นี้ อันนี้ก็เป็นแค่ first step แล้วจะไปพัฒนางานต่อให้มันดีขึ้นครับ แค่นี้ก่อนแล้วกัน แต่ผมยังมีงานที่ผมลองเอาไปใช้ effect ในการตกแต่งภาพมาใช้กับงานนี้ด้วยคับ อาจจะได้อีกความรู้สึก

ผู้อื่นเพื่อที่จะได้สิ่งที่น่าสนใจบางอย่างเพื่อมาปรับปรุง ดัดแปลงให้เข้ากันกับงานของผม เพื่อที่จะได้งานที่มีความน่าสนใจมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มีความขัดแย้งอยู่ในตัวเองเช่นกัน นั่นคือความไม่ขยันในอีกหลายๆด้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็ค่อยได้สังเกตุตัวเองสักเท่าไหร่ ความไม่ขยันที่ว่านั้นก็คือ ความไม่ขยันที่จะลงไปทดลอง หรือสร้างงานแบบจริงๆจังๆสักที ซึ่งมันน่าจะเกิดจากความขี้เกียจของตัวเรานั่นเอง ผมมักจะบอกกับตัวเองเสมอว่า ผมนั้นใช้เวลาในการคิดงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน ที่มันมีส่ิงที่เกี่ยวข้องกับงานของผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระจก การถ่ายภาพ หรือสิ่งที่มันเกี่ยวข้องกับพลังงาน แต่มันก็ดูเหมือนกับเป็นการเสียเวลาไปโดยไร้ค่า ในการที่เราจะพยายามแต่จะคิด จะคิด จะคิด อยู่อย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำมันเสียสักที ผมคิดว่าน่าจะมีคนอื่นอีกเช่นกันที่อาจจะกำลังตกอยู่ในสถาณะการณ์ที่คล้ายๆกับผม คือยอมที่จะเสียเวลาช่วงนึงเพื่อที่จะหาทางคิดการเชื่อมโยงเหตุผลในการทำงานของตัวเองให้ออกมาดูลงตัวที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลงไปทำงานหนักๆก่อนโดยยังมองเห็นปลายทางของงาน ซึ่งผมว่ามันคงเป็นวิธีที่ไม่ค่อยจะเหมาะกับสายอาชีพของเราสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนนี้ที่เรากำลังอยู่ในสถานะของ"นักศึกษา" เพราะผมคิดว่าเป็นหนทางที่ทำให้เรานั้นเสียโอการกับการที่จะได้พบสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่สามารถจะคิดออกได้ ในห้องเรียน ห้องนอน หรือหน้าคอมพิวเตอร์ได้เลย
และนีก็เป็นงานของผมกับเริ่มต้นได้ทำงานครั้งแรก และก็ทำให้ผมได้เจอกันสิ่ง2สิ่งนั่นก็คือ สิ่งที่คาดเอาไว้ และสิ่งที่ไม่ได้คาดเอาไว้ เอาเป็นว่าลองดูตัวอย่างกันก่อนแล้วกัน





ทางด้านบนนี้ก็ก็เป็นตัวอย่างของการลงไปทำงานด้วย concept ที่ว่าต้องการจะถ่ายทอดความสิ้นเปลืองของพลังงานที่ถูกนำมาใช้ในการตอบสนองความต้องการบ้างอย่างของมนุษย์ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่โลกกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน จึงอยากจะถ่ายทอดออกมาเพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงสิ่งที่เรากำลังหลงใหลกันอยู่ จึงเลือกที่จะสะท้อนพลังงานเหล่านั้นออกมาในรูปแบบของการสะท้อนจากกระจะซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากในการถ่ายทอดงานชิ้นนี้ด้วย และก็เลือกที่จะใช้คำที่ตรงๆตัวคือคำว่า"waste"เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ แต่ผมคงไม่หยุดงานแค่นี้ อันนี้ก็เป็นแค่ first step แล้วจะไปพัฒนางานต่อให้มันดีขึ้นครับ แค่นี้ก่อนแล้วกัน แต่ผมยังมีงานที่ผมลองเอาไปใช้ effect ในการตกแต่งภาพมาใช้กับงานนี้ด้วยคับ อาจจะได้อีกความรู้สึก

29 มิถุนายน 2551
"Compound Eye"

นี่ก็คือคำๆใหม่ที่มันกำลังจะเข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตผมในตอนนี้ แต่ผมหวังว่าผมคงจะลืมมันไปภายในเวลาอันใกล้นี้ เพราะมันก็เปรียบดั่งกับเป็นเพื่อนใหม่คนนึงที่ผมเพิ่งรู้จัก และก็น่าสนใจด้วย แต่ผมอาจจะแค่รู้สึกว่าเค้าน่าสนใจน่ะ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะไปอยู่กินกับเค้าซ่ะหน่อย แต่จะทิ้งเลยก็คงไม่ได้
อย่างน้อยเค้าอาจจะมีเพื่อนเขา ที่ผมอาจจะได้รู้จักเพิ่ม และอาจจะทำให้ผมมีโอกาศที่จะได้พบสิ่งที่มันใหม่และก็น่าสนใจก่วานี้อีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
